![]() |
| [อุปกรณ์ไวร์เลส ที่มีสัญลักษณ์บ่งบอกถึงชนิด และความสามารถที่สามารถทำงานร่วมกันได้] |
Showing posts with label Wireless. Show all posts
Showing posts with label Wireless. Show all posts
Wireless symbol and any types that support and compatible
Wednesday, June 5, 2013 เขียนโดย gimyong ที่ 12:00 PM 0 ความคิดเห็น
Wireless symbol and any types that support and compatible.
สร้างพาสเวิร์ดที่แข็งแกร่งให้กับเครือข่ายไร้สาย ด้วย Wireless Key Generator
Monday, April 18, 2011 เขียนโดย gimyong ที่ 12:00 PM 0 ความคิดเห็น
Wireless Key Generator
[รูปที่ 1 - หน้าจอโปรแกรมไวร์เลสคีย์เจเนอเรเตอร์]
3. ตรงส่วน Key Strength ให้เราเลือกการเข้ารหัส ที่มีทั้งแบบ 64 บิต 128 บิต และ 256 บิต ตามความต้องการ ดังรูปด้านล่าง
4.ให้เราคลิ๊กที่ ปุ่ม Generate เพื่อทำการสร้างรหัสผ่านตามที่เราเลือกมา ในหัวข้อที่ 1-3 จะได้รหัสที่สร้างขึ้น ดังรูปด้านล่าง
5. หลังจากนั้น ให้เรา ก๊อปปี้ หรือเลือก เซฟคีย์ เป็นไฟล์เก็บไว้ เพื่อนำไปใช้งานบนเครือข่ายไร้สาย แบบส่วนตัว หรือองค์กรได้
จะเห็นได้ว่า การใช้งานโปรแกรมตัวนี้ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และหวังว่าคงมีประโยชน์ในการประยุกต์ใช้งาน ไม่มากก็น้อย นะครับ
[รูปที่ 2 - เลือก Key Strength ตามความยากง่าย]
[รูปที่ 3 - คีย์แบบ 256 บิต ที่ถูกสร้างขึ้นจากตัวโปรแกรม]
จะเห็นได้ว่า การใช้งานโปรแกรมตัวนี้ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และหวังว่าคงมีประโยชน์ในการประยุกต์ใช้งาน ไม่มากก็น้อย นะครับ
Introduction to Wireless Networking - Security,General Tips and Trick
Monday, November 9, 2009 เขียนโดย gimyong ที่ 3:11 PM 0 ความคิดเห็น
ประเภทของการป้องกันความปลอดภัยบนเครือข่ายไร้สาย
WEP (Wired Equivalent Privacy) - ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปลายยุค 1990,WEP เป็นโปรโตคอลพื้นฐานที่มักถูกมองข้ามของผู้ดูแลระบบ เนื่องมาจากความไม่ปลอดอภัยด้านช่องโหว่หลายอย่าง ซึ่งการทำระบบดั้งเดิมของโปรโตคอลตัวนี้จะใช้การเข้ารหัสแบบ 64 บิต (40 บิต+ 24 บิต Initial Vector) และมันสามารถถูกเจาะระบบได้เพียงในเวลาไม่กี่นาที หลังจากนั้นจึงพัฒนาการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งมากขึ้น มาเป็น 128 บิต ซึ่งพวกแฮกเกอร์ ต้องใช้เวลาที่มากขึ้นนั่นเองในการเจาะระบบ ซึ่งการป้องกันด้วยวิธีนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ป้องกันเลยสำหรับการใช้งานตามบ้าน ปัญหาอย่างนึงของ WEP คือจะใช้การป้องกันรหัสผ่านแบบ Shared key, ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ว่าพนักงานที่เคยใช้งานอยู่และลาออกจากบริษัท ที่ Access Point และเครื่องลูกข่ายทั้งหมด ควรที่จะรีบเปลี่ยนรหัสผ่านในการใช้งานใหม่ด้วย
WEP2 (Wired Equivalent Privacy version 2) -ในปี 2004,องค์กร IEEE ได้นำเสนอ WEP เวอร์ชันใหม่ นั่นก็คือ WEP2 ซึ่งทำการแก้ปัญหาจากเวอร์ชันก่อน แต่การทำงานยังคงเหมือน WEP โดยการทำงานเป้นไปตาม RC4 อัลกอริทึม แต่การเข้ารหัสจะใช้แบบ 128 บิตซึ่งการป้องกันจะแข็งแกร่งกว่าแบบ WEP ดั้งเดิม แต่ก็ยังคงถูกการโจมตีแบบเดิมๆอยู่
WPA (Wi-Fi Protected Access) - WPA ได้มีการจัดการการเข้ารหัสโดยวิธี Temporary Key Integrity Protocol (TKIP) โดยใช้ RC4 อัลกอริทึม และอยู่บนพื้นฐานของ 802.1X โปรโตคอล และแก้ไขเรื่องจุดด้อยของ WEP โดยเพิ่มความสามารถใหม่ Per-Packet key construct and distribution, a message integrity code feature และ Stronger IV (Initial Vector), จุดด้อยของ WPA ก็คือฮาร์ดแวร์ของคุณต้องมีการสนับสนุนการป้องกันแบบ WPA หรือคุณต้องทำการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ หรือไม่ก็อาจต้องซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อตอบสนองวิธีการป้องกันที่ดีมากขึ้นนั่นเอง ความยาวของ WPA คีย์จะมีความยาวอยู่ที่ 8-63 ตัว ซึ่งคีย์ที่มีความยาวมากจะยิ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน (แต่จำยากด้วย...หุุหุห)
WPA2 (Wi-Fi Protected Acces version2) - ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐาน มาตรฐาน 802.11i,WPA2 ถูกปล่อยออกมาใช้งานในช่วงปี 2004 และใช้วิธีการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งขึ้น - AES (Advance Encryption Standard) ซึ่งการเข้ารหัสด้วยวิธีนี้จะสนับสนุนขนาดของคีย์ตั้งแต่ 128 บิต,192 บิต และ 256 บิต ซึ่งมันเป็นส่วนกลับที่เข้ากันได้กับแบบ WPA และใช้ชุดคีย์ใหม่ทุกครั้งระหว่างทำการเชื่อมต่อ นั่นหมายถึงทุกแพ็คเกตที่ส่งไปบนอากาศจะเข้ารหัสคีย์แบบเฉพาะตัว และเนื่องจาก WPA,WPA2 มีอยู่ 2 เวอร์ชัน นั่นคือแบบ Personal และ Enterprise ซึ่ง Personal Mode ต้องการเพียง Access Point และการตรวจสอบตัวตนแบบ Pre-shared key ส่วน Enterprise Mode ต้องการการตรวจสอบตัวตนกับ RADIUS Server และใช้ EAP
MAC Address Filtering - คือการควบคุมการเข้าถึง Access Point ผ่านทางการ์ดเน็ตเวิร์ค (Network Card) นั่นก็คือที่ Access Point เราจะมีลิสต์ของ MAC Address ของการ์ดเน็ตเวิร์คเครื่องลูกข่าย หากว่าเครื่องลูกข่ายใดไม่มี MAC Address อยู่ใน Access Point ก็จะไม่สามารถทำการเชื่อมต่อเข้า Access Point ได้ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดีในการป้องกันเมื่อใช้งานควบคู่กับวิธีการเข้ารหัสแพ็คเกต การป้องกันวิธีนี้โดยปกติแล้วก็คือการตรวจสอบตัวตนวิธีนึง คล้ายๆวิธีการเข้ารหัสของ WEP ส่วนภาพด้านล่างคือวิธีการทำงานของ MAC Address Filtering
แล็ปท๊อปที่มี MAC แอดเดรส 00-0F-CA-AE-C6-A5 ต้องการเข้าใช้งานเครือข่ายไร้สายผ่านทาง access point ซึ่ง access point จะคอยเปรียบเทียบแอดเดรสที่ได้รับมากะ แอดเดรสที่มีอยู่ว่าตรงกันไหม เพื่อคอยยินยอม หรือไม่ยินยอมให้มีการใช้งานเครือข่าย
SSID (Service Set Identifier) - SSID ก็คือ ชื่อของเครือข่ายแบบไร้สาย (เหมือนชื่อเครือข่ายแบบ Workgroup และ Domain บนวินโดว์นั่นเอง) โดยปกติแล้ว SSID คือส่วนนึงของทุกๆแพ๊คเกตที่สื่อสารอยู่บน WLAN ซึ่งถ้าคุณไม่รู้ชื่อ SSID แล้ว ก็ยากส์ที่จะเข้าไปใช้งานได้ ซึ่งทุกๆโหนดของเครือข่ายจะถูกตั้งค่าให้มีชื่อ SSID บน access point ที่เหมือนกันเพื่อง่ายต่อการเชื่อมต่อ และมันมักเป็นปัญหาปวดหัวเล็กๆ ของผู้ดูแลระบบ (เกี่ยวกับการตั้งชื่อมันนั่นเอง)
VPN (Virtual Private Network) Link - บางทีความน่าเชื่อถือของระบบความปลอดภัยน่าจะเกิดจากการที่ติดตั้งระบบ VPN บนเครือข่ายไร้สาย เนื่องจาก VPNs มีวิธีการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือมายังเครือข่ายองค์กรผ่านทางอินเทอร์เนทโดยผ่านช่องทางที่ปลอดภัยจากเครื่องลูกข่ายมายังเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งการติดตั้ง VPN นี้จะมีผลกับข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ซึ่งพึงระลึกไว้เสมอว่าข้อมูลของคุณถูกปกป้องไว้ VPN จึงเป็นทางเลือกนึงของผู้ดูแลระบบขนาดใหญ่ เพราะว่ามันป้องกันข้อมูลทางธุรกิจของคุณด้วยการเข้ารหัสไว้ ซึ่ง VPN ที่เป็นซอร์ฟแวร์นั้นจะใช้กลไกระดับสูงในการเข้ารหัส (เช่นวิธีแบบ AES เป็นต้น) และยากส์ต่อการถอดรหัส เพื่อการเข้าใจที่มากขึ้น ให้ดูภาพการทำงานของ VPN อธิบายด้านล่างประกอบ
802.1X - การป้องกันด้วยวิธีนี้ต้องอาศัย RADIUS เซิร์ฟเวอร์ด้วย (IAS บน Windows 2003) ซึ่ง RADIUS เซิร์ฟเวอร์ เป็นสิ่งที่ใช้พิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งานในการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย โดยเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนพิสูจน์ตัวตน ระบบจะถาม Username และ Password ของผู้ใช้งาน เพื่อตรวจสอบและยินยอมให้ผู้ใช้งานต่อไป ซึ่งผู้ใช้งานแต่ละคนจะมีคีย์เฉพาะของตัวเอง ซึ่ง Hacker สามารถเจอาะรหัสได้แต่ต้องอาศัยเวลา และแม้ว่าจะเจาะรหัสได้รหัสนั้นก็หมดอายุไปเสียแล้ว 802.1X จำเป็นต้องใช้ EAP เพื่อผ่านบนระบบเครือข่ายไร้สาย ภาพด้านล่างจะเป็นการอธิบายการทำงานของ 802.1X
จากรูปเครื่องแล็ปท๊อปจะเป็นผู้ที่ขอใช้บริการ ส่วน access point จะเป็นตัวที่คอยรับตรวจสอบตัวตน ส่วน RADUIS Server จะเป็นตัวที่คอยให้บริการตรวจสอบการพิสูจน์ตัวตน
WEP (Wired Equivalent Privacy) - ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปลายยุค 1990,WEP เป็นโปรโตคอลพื้นฐานที่มักถูกมองข้ามของผู้ดูแลระบบ เนื่องมาจากความไม่ปลอดอภัยด้านช่องโหว่หลายอย่าง ซึ่งการทำระบบดั้งเดิมของโปรโตคอลตัวนี้จะใช้การเข้ารหัสแบบ 64 บิต (40 บิต+ 24 บิต Initial Vector) และมันสามารถถูกเจาะระบบได้เพียงในเวลาไม่กี่นาที หลังจากนั้นจึงพัฒนาการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งมากขึ้น มาเป็น 128 บิต ซึ่งพวกแฮกเกอร์ ต้องใช้เวลาที่มากขึ้นนั่นเองในการเจาะระบบ ซึ่งการป้องกันด้วยวิธีนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ป้องกันเลยสำหรับการใช้งานตามบ้าน ปัญหาอย่างนึงของ WEP คือจะใช้การป้องกันรหัสผ่านแบบ Shared key, ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ว่าพนักงานที่เคยใช้งานอยู่และลาออกจากบริษัท ที่ Access Point และเครื่องลูกข่ายทั้งหมด ควรที่จะรีบเปลี่ยนรหัสผ่านในการใช้งานใหม่ด้วย
WEP2 (Wired Equivalent Privacy version 2) -ในปี 2004,องค์กร IEEE ได้นำเสนอ WEP เวอร์ชันใหม่ นั่นก็คือ WEP2 ซึ่งทำการแก้ปัญหาจากเวอร์ชันก่อน แต่การทำงานยังคงเหมือน WEP โดยการทำงานเป้นไปตาม RC4 อัลกอริทึม แต่การเข้ารหัสจะใช้แบบ 128 บิตซึ่งการป้องกันจะแข็งแกร่งกว่าแบบ WEP ดั้งเดิม แต่ก็ยังคงถูกการโจมตีแบบเดิมๆอยู่
WPA (Wi-Fi Protected Access) - WPA ได้มีการจัดการการเข้ารหัสโดยวิธี Temporary Key Integrity Protocol (TKIP) โดยใช้ RC4 อัลกอริทึม และอยู่บนพื้นฐานของ 802.1X โปรโตคอล และแก้ไขเรื่องจุดด้อยของ WEP โดยเพิ่มความสามารถใหม่ Per-Packet key construct and distribution, a message integrity code feature และ Stronger IV (Initial Vector), จุดด้อยของ WPA ก็คือฮาร์ดแวร์ของคุณต้องมีการสนับสนุนการป้องกันแบบ WPA หรือคุณต้องทำการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ หรือไม่ก็อาจต้องซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่เพื่อตอบสนองวิธีการป้องกันที่ดีมากขึ้นนั่นเอง ความยาวของ WPA คีย์จะมีความยาวอยู่ที่ 8-63 ตัว ซึ่งคีย์ที่มีความยาวมากจะยิ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน (แต่จำยากด้วย...หุุหุห)
WPA2 (Wi-Fi Protected Acces version2) - ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐาน มาตรฐาน 802.11i,WPA2 ถูกปล่อยออกมาใช้งานในช่วงปี 2004 และใช้วิธีการเข้ารหัสที่แข็งแกร่งขึ้น - AES (Advance Encryption Standard) ซึ่งการเข้ารหัสด้วยวิธีนี้จะสนับสนุนขนาดของคีย์ตั้งแต่ 128 บิต,192 บิต และ 256 บิต ซึ่งมันเป็นส่วนกลับที่เข้ากันได้กับแบบ WPA และใช้ชุดคีย์ใหม่ทุกครั้งระหว่างทำการเชื่อมต่อ นั่นหมายถึงทุกแพ็คเกตที่ส่งไปบนอากาศจะเข้ารหัสคีย์แบบเฉพาะตัว และเนื่องจาก WPA,WPA2 มีอยู่ 2 เวอร์ชัน นั่นคือแบบ Personal และ Enterprise ซึ่ง Personal Mode ต้องการเพียง Access Point และการตรวจสอบตัวตนแบบ Pre-shared key ส่วน Enterprise Mode ต้องการการตรวจสอบตัวตนกับ RADIUS Server และใช้ EAP
MAC Address Filtering - คือการควบคุมการเข้าถึง Access Point ผ่านทางการ์ดเน็ตเวิร์ค (Network Card) นั่นก็คือที่ Access Point เราจะมีลิสต์ของ MAC Address ของการ์ดเน็ตเวิร์คเครื่องลูกข่าย หากว่าเครื่องลูกข่ายใดไม่มี MAC Address อยู่ใน Access Point ก็จะไม่สามารถทำการเชื่อมต่อเข้า Access Point ได้ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดีในการป้องกันเมื่อใช้งานควบคู่กับวิธีการเข้ารหัสแพ็คเกต การป้องกันวิธีนี้โดยปกติแล้วก็คือการตรวจสอบตัวตนวิธีนึง คล้ายๆวิธีการเข้ารหัสของ WEP ส่วนภาพด้านล่างคือวิธีการทำงานของ MAC Address Filtering
แล็ปท๊อปที่มี MAC แอดเดรส 00-0F-CA-AE-C6-A5 ต้องการเข้าใช้งานเครือข่ายไร้สายผ่านทาง access point ซึ่ง access point จะคอยเปรียบเทียบแอดเดรสที่ได้รับมากะ แอดเดรสที่มีอยู่ว่าตรงกันไหม เพื่อคอยยินยอม หรือไม่ยินยอมให้มีการใช้งานเครือข่าย
SSID (Service Set Identifier) - SSID ก็คือ ชื่อของเครือข่ายแบบไร้สาย (เหมือนชื่อเครือข่ายแบบ Workgroup และ Domain บนวินโดว์นั่นเอง) โดยปกติแล้ว SSID คือส่วนนึงของทุกๆแพ๊คเกตที่สื่อสารอยู่บน WLAN ซึ่งถ้าคุณไม่รู้ชื่อ SSID แล้ว ก็ยากส์ที่จะเข้าไปใช้งานได้ ซึ่งทุกๆโหนดของเครือข่ายจะถูกตั้งค่าให้มีชื่อ SSID บน access point ที่เหมือนกันเพื่อง่ายต่อการเชื่อมต่อ และมันมักเป็นปัญหาปวดหัวเล็กๆ ของผู้ดูแลระบบ (เกี่ยวกับการตั้งชื่อมันนั่นเอง)
VPN (Virtual Private Network) Link - บางทีความน่าเชื่อถือของระบบความปลอดภัยน่าจะเกิดจากการที่ติดตั้งระบบ VPN บนเครือข่ายไร้สาย เนื่องจาก VPNs มีวิธีการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือมายังเครือข่ายองค์กรผ่านทางอินเทอร์เนทโดยผ่านช่องทางที่ปลอดภัยจากเครื่องลูกข่ายมายังเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งการติดตั้ง VPN นี้จะมีผลกับข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ซึ่งพึงระลึกไว้เสมอว่าข้อมูลของคุณถูกปกป้องไว้ VPN จึงเป็นทางเลือกนึงของผู้ดูแลระบบขนาดใหญ่ เพราะว่ามันป้องกันข้อมูลทางธุรกิจของคุณด้วยการเข้ารหัสไว้ ซึ่ง VPN ที่เป็นซอร์ฟแวร์นั้นจะใช้กลไกระดับสูงในการเข้ารหัส (เช่นวิธีแบบ AES เป็นต้น) และยากส์ต่อการถอดรหัส เพื่อการเข้าใจที่มากขึ้น ให้ดูภาพการทำงานของ VPN อธิบายด้านล่างประกอบ
เนื่องจากระบบ VPN มีเทคโนโลยีหลายระดับ เราจะยกตัวอย่างระบบพื้นฐานสำหรับองค์กรขนาดเล็กถึงระดับกลางๆ ให้เห็น ซึง Windows 2000 และ Windows 2003 ก็มีความสามารถเพียงพอที่จะรองรับระบบ Wireless VPN ตามความต้องการ
802.1X - การป้องกันด้วยวิธีนี้ต้องอาศัย RADIUS เซิร์ฟเวอร์ด้วย (IAS บน Windows 2003) ซึ่ง RADIUS เซิร์ฟเวอร์ เป็นสิ่งที่ใช้พิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งานในการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย โดยเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนพิสูจน์ตัวตน ระบบจะถาม Username และ Password ของผู้ใช้งาน เพื่อตรวจสอบและยินยอมให้ผู้ใช้งานต่อไป ซึ่งผู้ใช้งานแต่ละคนจะมีคีย์เฉพาะของตัวเอง ซึ่ง Hacker สามารถเจอาะรหัสได้แต่ต้องอาศัยเวลา และแม้ว่าจะเจาะรหัสได้รหัสนั้นก็หมดอายุไปเสียแล้ว 802.1X จำเป็นต้องใช้ EAP เพื่อผ่านบนระบบเครือข่ายไร้สาย ภาพด้านล่างจะเป็นการอธิบายการทำงานของ 802.1X
จากรูปเครื่องแล็ปท๊อปจะเป็นผู้ที่ขอใช้บริการ ส่วน access point จะเป็นตัวที่คอยรับตรวจสอบตัวตน ส่วน RADUIS Server จะเป็นตัวที่คอยให้บริการตรวจสอบการพิสูจน์ตัวตน
เคล็ดลับทั่วไป - General Tips and Tricks
- ในการเลือกซื้อการ์ดเน็ตเวิร์คแบบไร้สาย พยายามเลือกที่มีเสาอากาศที่ติดตั้งแบบภายนอกด้วย เผื่อในการปรับทิศทางการรับสัญญาณที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
- เมื่อเปิดใช้งาน Wireless ผ่านเครื่องแล็ปท๊อปในที่สาธารณะ พยายามปิดการทำงาน Microsoft File and Print Sharing (เป็นบริการอย่างหนึ่งที่คอยให้เครื่องอื่นๆบนเครือข่ายเข้ามาใช้บริการ) เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของ Hackers ผ่านช่องโหว่นี้
- ในการใช้งานเครือข่ายไร้สายในที่สาธารณะผ่านทาง access point และอุปกรณ์ไร้สายอื่นๆในพื้นที่ พยายามตั้งค่า access point และเครื่องลูกข่ายของคุณให้ใช้งานในช่องสัญญาณที่สูงขึ้น เช่นช่องสัญญาณที่ 1,6 และ 11 เป็นต้น
- พยายามตั้งค่าพาสเวิร์ดใหม่ให้กับ access point ก่อนที่จะเริ่มใช้งานมันทุกครั้ง เพราะนี่คือ common sense แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไปในการตั้งค่าเครือข่ายไร้สาย
- พยายามเลือกซื้อ access point ที่สามารถอัพเกรด เฟิร์มแวร์ได้ หรือมีเฟิร์มแวร์ให้อัพเดท เพราะมันเป็นตัวช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้กับเครือข่ายไร้สายคุณ
- เสริมหัวข้อก่อนหน้านี้โดย พยายามอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้ใหม่เสมอๆ เมื่อมันออกมาใหม่ เพราะมันช่วยแก้ไขและปรับปรุงคุณสมบัติบางตัวให้กับ access point คุณ
- เมื่อคุณเลิกใช้งาน access point หรือตัว Wireless บนเครื่องแล็ปท๊อปคุณแล้ว ให้ปิดมันเสีย เพราะมันช่วยประหยัดการบริโภคไฟให้กับเครื่องคุณ และการโจมตีของ Hackers
- ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง พยายามแสกนเครือข่ายไร้สายดูว่ามีเครือข่ายแปลกปลอมเข้ามาไหม เพราะว่าเราเคยเจอในกรณีที่นักศึกษาไปซื้ออุปกรณ์ไร้สาย มาเชื่อมต่อในเครือข่ายหลังไฟล์วอลทำให้ล่อแหลมต่อการถูกโจมตีเครือข่าย ควรหลีกเลี่ยงโดย เชื่อมต่อเครือข่ายแยกต่างหากจะดีกว่า
ที่มา: Windows Networking
Subscribe to:
Posts (Atom)



